วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

ผลหรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย (Expected Benefits & Application) 

http://www.unc.ac.th/elearning/elearning1/Duddeornweb/impact1.htm  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย เป็นความสำคัญของการวิจัยที่ผู้วิจัยพิจารณาว่าการวิจัยเรื่องนั้นทำให้ทราบผลการวิจัยเรื่องอะไร และผลการวิจัยนั้นมีประโยชน์ต่อใคร อย่างไร เช่น การระบุประโยชน์ที่เกิดจากการนำผลการวิจัยไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ หรือนำไปเป็น แนวทางในการปฏิบัติ หรือแก้ปัญหา หรือพัฒนาคุณภาพ หลักในการเขียนมีดังนี้
1. ระบุประโยชน์ที่อาจเกิดจากผลที่ได้จากการวิจัย
2. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และอยู่ในขอบเขตของการวิจัยที่ได้ศึกษา
3. ในกรณีที่ระบุประโยชน์มากกว่า 1 ประการ ควรระบุเป็นข้อ
4. เขียนด้วยข้อความสั้น กะทัดรัด ชัดจน
5. การระบุนั้นผู้วิจัยต้องตระหนักว่ามีความเป็นไปได้
http://images.arunratbam.multiply.multiplycontent.com/เป็นการย้ำถึงความสำคัญ ของการวิจัยนี้ โดยกล่าวถึง ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ จากการวิจัยอย่างชัดเจน ให้ครอบคลุมทั้งผลในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งผลทางตรงและทางอ้อม และควรระบุรายละเอียดว่าผลดังกล่าวจะเกิดกับใคร

        http://www.ipest.ac.th อธิบายถึงประโยชน์ที่จะนำไปใช้ได้จริง ในด้านวิชาการ เช่น จะเป็นการค้นพบทฤษฎีใหม่ซึ่งสนับสนุนหรือ คัดค้านทฤษฎีเดิม และประโยชน์ในเชิงประยุกต์เช่น นำไปวางแผนและกำหนด
นโยบายต่างๆ หรือประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อหาแนวทางพัฒนาให้ดีขึ้น เป็นต้น โดยครอบคลุม
ทั้ง ผลในระยะสั้น และระยะยาว ทั้งผลทางตรง และทางอ้อม และควรระบุในรายละเอียดว่า ผล
ดังกล่าว จะตกกับใคร เป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง เช่น โครงการวิจัยเรื่อง การฝึ กอบรมอาสาสมัคร ระดับ
หมู่บ้าน ผลในระยะสั้นก็อาจจะได้แก่จำนวนอาสาสมัครผ่านการอบรมในโครงการนี้ส่วนผลกระทบ
(impact)  โดยตรง ในระยะยาว ก็อาจจะเป็น คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนนั้น ที่ดีขึ้น ส่วนผล
ทางอ้อม อาจจะได้แก่การกระตุ้นให้ประชาชน ในชุมชนนั้นมีส่วนร่วม ในการพัฒนาหมู่บ้านของ
ตนเอง
สรุป
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย เป็นความสำคัญของการวิจัยที่ผู้วิจัยพิจารณาว่าการวิจัยเรื่องนั้นทำให้ทราบผลการวิจัยเรื่องอะไร และผลการวิจัยนั้นมีประโยชน์ต่อใคร อย่างไร เช่น การระบุประโยชน์ที่เกิดจากการนำผลการวิจัยไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ หรือนำไปเป็น แนวทางในการปฏิบัติ หรือแก้ปัญหา หรือพัฒนาคุณภาพ หลักในการเขียนมีดังนี้
1. ระบุประโยชน์ที่อาจเกิดจากผลที่ได้จากการวิจัย
2. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และอยู่ในขอบเขตของการวิจัยที่ได้ศึกษา
3. ในกรณีที่ระบุประโยชน์มากกว่า 1 ประการ ควรระบุเป็นข้อ
4. เขียนด้วยข้อความสั้น กะทัดรัด ชัดจน
5. การระบุนั้นผู้วิจัยต้องตระหนักว่ามีความเป็นไปได้
อ้างอิง
http://www.unc.ac.th/elearning/elearning1/Duddeornweb/impact1.htm   เข้าถึงเมื่ 25 พฤศจิกายน 2555
http://images.arunratbam.multiply.multiplycontent.com/  เข้าถึงเมื่ 25 พฤศจิกายน 2555
http://www.ipest.ac.th   เข้าถึงเมื่ 25 พฤศจิกายน 2555

ข้อจำกัดในการวิจัย (Limitation) / ขอบเขตการทำวิจัย

           รวีวรรณ  ชินะตระกูล.   (2540).   กล่าว่า   การเขียนขอบเขตของการวิจัยให้ชัดเจน  เพื่อให้งานวิจัยของตนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ตั้งไว้และลักษณะของปัญหาที่ต้องการวิจัย  ควรกำหนดขนาดและลักษณะของตัวอย่างประชากร  กำหนดชนิดของเครื่องมือ  รวมทั้งลักษณะและขอบเขตของเนื้อหาในเครื่องมือที่ใช้สำหรับงานวิจัย  กำหนดขอบเขตเรื่องที่ต้องการศึกษาว่ามีตัวแปรอะไรบ้างที่ต้องการศึกษา


            เก่ง  ภูวนัย.   http://blog.eduzones.com/jipatar/85921   กล่าว่า  เป็นการระบุให้ทราบว่าการวิจัยที่จะศึกษามีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด เนื่องจากผู้วิจัยไม่สามารถทำการศึกษาได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมของปัญหานั้น จึงต้องกำหนดขอบเขตของการศึกษาให้แน่นอน ว่าจะครอบคลุมอะไรบ้าง ซึ่งอาจทำได้โดยการกำหนดขอบเขตของเรื่องให้แคบลงเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของสาขาวิชา หรือกำหนดกลุ่มประชากร สถานที่วิจัย หรือระยะเวลา

            เทียนฉาย กีระนันทน์.   (2547).    กล่าวว่า  เป็นการระบุให้ทราบว่าการวิจัยที่จะศึกษามีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด เนื่องจากผู้วิจัยไม่สามารถทำการศึกษาได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมของปัญหานั้น จึงต้องกำหนดขอบเขตของการศึกษาให้แน่นอน ว่าจะครอบคลุมอะไรบ้าง ซึ่งอาจทำได้โดยการกำหนดขอบเขตของเรื่องให้แคบลงเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของสาขาวิชา หรือกำหนดกลุ่มประชากร สถานที่วิจัย หรือระยะเวลา

            สรุป
                ขอบเขตการทำวิจัย  คือ  การเขียนขอบเขตของการวิจัยให้ชัดเจน  ควรกำหนดขนาดและลักษณะของตัวอย่างประชากร  กำหนดชนิดของเครื่องมือ  รวมทั้งลักษณะและขอบเขตของเนื้อหาในเครื่องมือที่ใช้สำหรับงานวิจัย  กำหนดขอบเขตเรื่องที่ต้องการศึกษาว่ามีตัวแปรอะไรบ้างที่ต้องการศึกษา
             ที่มา
รวีวรรณ  ชินะตระกูล (2540) .  วิจัยทางการศึกษา.  กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์ห้างหุ้นส่วนจำกัด  ภาพพิมพ์. 
เก่ง  ภูวนัย http://blog.eduzones.com/jipatar/85921  ออนไลน์  สืบค้นเมื่อวันที่  12  พฤศจิกายน  พ.ศ.2555
เทียนฉาย กีระนันทน์.   (2547).    สังคมศาสตร์วิจัย. (พิมพ์ครั้งที่ 2 ). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์    
               มหาวิทยาลัย.

ปัญหาทางจริยธรรม (Ethical considerations) 

 พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2544: 28). ได้กล่าวไว้ว่าปัญหาทางจริยธรรมหรือการผิดจรรยาบรรณ มีการกระทำผิดทั้งผู้ทำวิจัยหรือผู้ขอทุนวิจัยและผู้ให้ทุนวิจัย ซึ่งมีหลายลักษณะดังนี้

                 1.การตั้งชื่อเรื่อง
                     - ลอกเลียนแบบชื่อเรื่องงานวิจัยของผู้อื่น
                     - ตั้งชื่อเรื่องวิจัยให้หน่วยงานโดยหวังผลประโยชน์ส่วนตน
                     - ผู้ให้ทุนขาดความสามารถในการตั้งชื่อและประเมินชื่อเรื่องงานวิจัย
                 2.การขอรับทุนสนับสนุน
                        - งานวิจัยเรื่องเดียวแต่ขอรับทุนหลานแหล่ง
                        - เปลี่ยนชื่อบางส่วน เช่น เปลี่ยนชื่อจังหวัดแต่เนื้อในเหมือนกันหมดแล้วแยกกันไปขอทุน
                        - แอบอ้างชื่อนักวิจัยและที่ปรึกษาโครงการ
                        - การติดสินบนผู้พิจารณา
                        - ขอทุนแล้วเอาไปจ้างผู้อื่นทำต่อ
                        - ผู้ให้ทุนให้ทุนโดยเห็นแก่พรรคพวก หรือบอกให้พรรคพวกส่งเรท่องมาแข่งขัน
                        -  ผู้ให้ทุนใช้ความแค้นส่วนตัวแกล้งไม่ให้ผ่านหรือแกล้งวิธีอื่น ๆ เท่าที่จะทำได้
                        - การตั้งผู้ที่ไม่มีความรู้มาเป็นกรรมการพิจารณาทุนวิจัย
                        - การพิจารณาทุนมีการเกรงใจกันหรือใช้วิธีการตกลงกันล่วงหน้า (lobby) มาก่อน
                3.งบประมาณการวิจัย
                        - ตั้งงบประมาณสูงเกินจริง และไร้เหตุผล
                        - ผู้ให้ทุนตัดงบประมาณอย่างไร้เหตุผล
                        - ผู้ให้ทุนสร้างเงื่อนไขให้เบิกยาก เช่น ใช้ระบบราชการเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง
                4.การทำวิจัย
                        - แอบอ้างชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือวิจัยโดยส่งเครื่องมือไปให้เป็นพิธี
                        - ไม่ส่งผลงานวิจัยตามกำหนดเวลาที่ขอทุน
                        - ไม่ได้เก็บข้อมูลจริงใช้วิธีสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ (ยกเมฆ)
                        - ยักยอกงบประมาณไปใช้ส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานวิจัย
                        - เร่งรีบทำวิจัยช่วงใกล้ ๆ วันจะส่งผลงานวิจัยทำให้ผลงาน   วิจัยไม่มีคุณภาพ
                        - ไม่มีความรู้พอที่จะทำวิจัย
                        - นำข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างไปเปิดเผย
                        - ผู้ให้ทุนไม่มีการติดตามผลการดำเนินการวิจัยของนักวิจัย
                5.การเขียนรายงานการวิจัย
                        - จูงใจ เบี่ยงเบนผลการวิจัยโดยหวังผลประโยชน์ส่วนตน
                        - เขียนรายงานในสิ่งที่ไม่ได้ทำจริง เช่น ไม่ได้หาคุณภาพเครื่องมือวิจัยแต่เขียนว่าหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยพร้อมทั้ง รายงานค่าสถิติที่สร้างขึ้นเอง เป็นต้น
                        - คัดลอกข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิง
                        - นำผลงานวิจัยผู้อื่นมาเปลี่ยนชื่อเป็นของตน
                 6.การส่งผลงานวิจัย
                        - ได้ทุนแล้วเมื่อครบกำหนดเงื่อนไขไม่ยอมส่งผลงานวิจัยให้หน่วยงานที่ให้ทุนตามสัญญา
                        - ไม่ได้แก้ตามประเด็นที่ตกลงไว้ก่อนรับทุน และผู้ให้ทุนก็ไม่ได้ตรวจ
                 องอาจ นัยพัฒน์ (2548 : 24) ได้กล่าวไว้ว่าจริยธรรมและจรรยาบรรณในการวิจัย ในกระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงด้วยวิธีการวิจัย นักวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์มักมีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาทางด้านจริยธรรม (ethical problem) นานัปการ เช่น
                1.การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว (privacy) ของบุคคลแต่ละคนหรือกลุ่มชนแต่ละกลุ่ม (ทั้งโดยการเฝ้าสังเกตการณ์และสอบถามเรื่องส่วนตัว)
                2.การหลอกลวง (deception) หน่วยตัวอย่างที่ให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการทำวิจัย
                3.การบิดเบือนข้อค้นพบของการศึกษาวิจัย รวมทั้งการแอบอ้างผลงานวิจัยของบุคคลอื่นมาเป็นของตนเอง (plagiarism) ปัญหาทางด้านจริยธรรมทางการวิจัยในด้านต่าง ๆ เหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยตัวอย่างที่ให้ข้อมูลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
                  
คณะกรรมการผลิตและบริหาร ชุดวิชาสถิติและการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (2545 : 24) ได้กล่าวไว้ว่าปัญหาจริยธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้วิจัย
                1) การหลีกเลี่ยงความมีอคติ ผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงอคติส่วนตน เช่น การเลือกปฏิบัติทางเพศ การเหยียดผิว
                2) การให้หรืองดให้การกระทำ (treatment) การวิจัยไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่ต้องการ แต่อาจจะไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดจากการให้หรืองดให้การกระทำบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิจัยเชิงทดลอง
                3) การใช้ระเบียบวิจัยที่เหมาะสม ในการวิจัยควรใช้ระเบียบวิจัยที่เหมาะสมกับหัวข้อวิจัยที่ต้องการศึกษา หากผู้วิจัยไม่มีความชำนาญหรือไม่มีความระมัดระวังพอ ก็อาจทำให้ผลการวิจัยที่ได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรืออาจมีความคลาดเคลื่อนในเชิงข้อเท็จจริงต่าง ๆ
                4) การใช้วิธีการปกปิด (covert methods) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลการวิจัย เช่น การปลอมตัว การปกปิดวิธีวิจัย
                5) การรายงานผลการวิจัยที่ถูกต้อง การรายงานผลการวิจัยบางครั้งบางครั้งมีการบิดเบือนข้อมูลหรือข้อเท็จจริงบางประการ ซึ่งอาจทำให้ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์และอีกฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ผู้วิจัยไม่ควรกระทำ
                6) การนำผลการวิจัยไปใช้ ควรนำแนวทางผลการวิจัยไปในทางที่สร้างสรรค์ และไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น
                7) การแบ่งผลงานระหว่างผู้ร่วมวิจัยอย่างเป็นธรรม
                สรุป 
               ปัญหาทางจริยธรรม
                1.การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ของผู้ให้ข้อมูลหรือกลุ่มตัวอย่าง หรือไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้ข้อมูล โดยจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้ข้อมูลเสียก่อนไม่เป็นการบังคับ และต้องรักษาความลับปกปิดข้อมูลที่ได้ เพื่อไม่ให้ผู้ให้ข้อมูลได้รับอันตรายจากการให้ข้อมูล
                2.ผู้วิจัยต้องหลีกเลี่ยงความมอคติส่วนตน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่เหมะสมกับหัวข้อที่จะวิจัย ถ้าไม่เหมาะสมอาจทำให้ผลการวิจัยไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ และต้องรายงานผลการวิจัยที่๔ถูกต้องไม่บิดเบือนข้อมูลเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และควรนำผลการวิจัยไปใช้ในทางที่สร้างสรรค์
                3.หน่วยงานที่ให้ทุนไปใช้ในการวิจัย บางครั้งหน่วยงานเหล่านี้อาจมีวัตถุประสงค์แอบแฝง หรือซ่อนเร้นบางสิ่งบางอย่างเพื่อหวังผลประโยชน์จากการวิจัย เช่น ทางการเมือง ทางธุรกิจ
                4.ถ้างานวิจัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับสังคม ก็ควรได้รับการปกป้องจากผลการวิจัย ถึงแม้ว่าการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น การวิจัยที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมการสูบบุหรี่ 
               อ้างอิง
คณะกรรมการผลิตและบริหารชุดวิชาสถิติและการวิจัยทางสังคมศาสตร์. (2545). สถิติและการวิจัย
               สังคมศาสตร์.นนทบรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2544).ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์.กรุงเทพมหานคร : ครุศาสตร์
               สถาบันราชภัฏพระนคร
องอาจ นัยพัฒน์. (2548).วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตร์และ
                สังคมศาสตร์.กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามลดา

การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

   http://crc.ac.th/online/75106/20091117092414.doc

1.  ประเภทของข้อมูล
     1.1  ข้อมูลเชิงเนื้อหา ได้แก่ ข้อความ คำบรรยาย ลักษณะของสิ่งต่างๆ เช่น ความสวยของนางงามความฉลาดของปลาวาฬ ความใหญ่ของตึก      
            1.2   ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ตัวเลขต่างๆ ซึ่งจัดระดับได้ 3 ระดับ คือ
1.2.1   ตัวเลขที่บอกจำนวน เช่น กี่คน
1.2.2   ตัวเลขที่บอกลำดับที่ เช่นสอบได้ที่เท่าไหร่
1.2.3    ตัวเลขที่บอกควรเปรียบเทียบเ ช่น 30 คะแนน กับ 50 คะแนน
2.  การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา
        2.1  การจัดจำแนก เช่น หารจัดจำแนกตามความมาก ปานกลาง น้อย
        2.2  การวิเคราะห์ แยกได้เป็น
       2.2.1  ตามประเด็น เช่น เศรษบกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การเมือง จิตวิทยา
        2.2.2  ตามลำดับความสำคัญ เช่น สำคัญมากสุด ปานกลาง น้อย น้อยสุด
        2.2.3  ตามกาลเวลา เช่น อดีต ปัจจุบัน หรือ ตาม พศ. ที่เหตุการณ์ณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น
        2.2.4  ตามกลุ่มบุคคล เช่น ผู้ใหญ่....... เด็ก
        2.2.5  ตามสถานที่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น
        2.2.6  ตามปัญหา เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาโสเภณี ปัญหาแรงงาน
        2.2.7  ตามวิธืแก้ไข เช่น แก้ไขโดยใช้ความรุนแรง แก้ไขโดยใช้ความนุ่มนวล
      2.2.8 ตามตำแหน่งผู้ให้ข้อมูล เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัดนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
     2.2.9  ตามวิธีรวบรวมข้อมูล เช่น ข้อมูลที่ได้จาการสอบถาม ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
    2.2.10 ตามคำถามหรือสมมุติฐาน เช่น คำถามว่าปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด หรือสมมุติฐานการวิจัยที่คาดว่าปัญหาน่าจะมาจาก ก, ข, ค
3.  การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
        การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ หรือ การใช้สถิติศาสตร์ มาเป็นเทคนิควิธีวิเคราะห์
                http://www.gotoknow.org/blogs/posts/492737 การวิเคราะห์
ข้อมูล ( Data  Analysis )  มีเป้าหมายเพื่อสรุปปัญหาที่ทำวิจัยไว้แล้วเป็นการ
พิสูจน์ความแท้จริงของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาใช้   และการตีความข้อมูล 
 (Interpretation ) นั้นคือกระบวนการวิจัย  ( The  research  process ) เพื่อเรียนรู้
อะไร  เพื่ออธิบาย  ( Explanation ) สิ่งที่ได้มาคืออะไร  และขยายความตาม
เหตุผลว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น  เพื่อสรุปเป็นผลการศึกษาวิจัย
         การวิเคราะห์ข้อมูลตามมุมคิดของรัตนะ  บัวสนธ์ ( 2552 : 135-144 ) กล่าวไว้ทำนองว่า...คำถามแรกสุดที่นักวิจัยต้องตอบให้ได้คือข้อมูลเป็นแบบใด..?  มี 2 อย่างคือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ  ( Qualitative  data ) และข้อมูลเชิงปริมาณ  ( Quantitative  data )
         ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับมนุษย์ที่ไม่สามารถอธิบายได้เฉพาะหน้าในขณะนั้น  เช่น  ความรู้สึกนึกคิด  ความเชื่อ  ประเพณี  วิถีการดำเนินชีวิต  ลัทธิการปฏิบัติตนของกลุ่มคน  มีความหมายแฝงอยู่  ต้องรู้จักจึงอธิบายความเร้นลับนี้ได้
         ข้อมูลเชิงปริมาณ  เป็นข้อมูลตรง  นับเป็นจำนวนได้  เช่น  จำนวนประชากรในหมู่บ้านนี้  อายุของกลุ่มชนนี้  เป็นต้น
        การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ  อาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคม
หรือปรากฏการณ์อื่น ๆ   เป็นการมุ่งอธิบายถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ 
( ตัวแปร ) มีเงื่อนไขว่า...
1 . การวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มทำไปพร้อม ๆ กับการเก็บข้อมูล 
2 . ต้องมีข้อมูลจากมุมมองของคนใน
3 . ต้องอาศัยสมมุติฐานชั่วคราว
4 . ผู้วิจัยต้องเป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง
เงื่อนไขแรก  ต้องยำข้อมูลค้นหาประเด็นที่ทำการวิจัยเป็นการมาวิเคราะห์  ตีความและสรุปไว้ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกจนได้ความแน่ชัดในข้อมูลที่ได้มา
เงื่อนไขที่สอง  เป็นข้อมูลมุมคิดของคนใน  ( คิดอย่างคนในกลุ่มนั้นคิด ) ข้อพึงระวัง  การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพต้องไม่มีมุมมองจากคนนอก ( อย่าใส่ความคิดให้คนใน )
เงื่อนไขที่สาม  อย่าด่วนสรุปเพราะข้อมูลที่ได้ในเชิงคุณภาพแต่ละช่วงเวลามีเท้าเดินได้  จนแน่ใจแล้วบันทึกไว้เป็นข้อมูล 
เงื่อนไขท้ายสุด  ผู้รวบรวมข้อมูลหลักคือผู้วิจัยเองนั้นละที่ต้องวิเคราะห์เองสรุปเอง  เออเอง
        ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล
1 . การตรวจสอบข้อมูล  สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ  ใช้การตรวจสอบแบบสามเส้า คือ
1 ) ด้านข้อมูล  เพื่อดูความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
2 . ด้านผู้วิจัย  เพื่อดูความเป็นกลางไม่ลำเอียง  ดูจากนักวิจัยอื่น ๆ ที่ทำร่วมกันตรวจสอบข้อมูล
3 . ด้านทฤษฎี  เพื่อยืนยันว่าแนวคิดทฤษฎีใดถูกต้องบ้าง
        สำหรับการวิจัยทางไทยคดีศึกษานั้นเน้นไปเชิงคุณภาพและไม่นิยมใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ  ตามมุมคิดของณรงค์  โพธิ์พฤกษานันท์ ( 2551 : 223-224 ) ได้กล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่ใช้สถิติ ทำนองนี้ ดังนี้
1 . การวิเคราะห์เอกสาร  ( Documentary  Analysis ) ใช้ในการวิจัยเอกสารและวิเคราะห์เกี่ยวกับเนื้อหา  ( content ) ในเอกสาร
2 . การวิเคราะห์โดยสังเกต  โดยสังเกตพฤติกรรม / เหตุการณ์ที่อยู่ในสังคมแล้วผู้วิจัยแปลความหมายเอง  สรุปความเอง วิเคราะห์เอง
        การวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพทางด้านสังคมศาสตร์นั้นต้องมีการเชื่อมโยงความรู้อื่น ๆ ดังนี้
1 . ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์
2 . ความรู้ด้านชุมชน  สังคม  วัฒนธรรม
3 . ความรู้ทางปรัชญาและศาสนาเพื่ออธิบายสรุปนามธรรมจากข้อมูลที่ปรากฏในรูปธรรมได้ด้วย
สรุป
          การวิเคราะห์ข้อมูล  ( Data  Analysis )  มีเป้าหมายเพื่อสรุปปัญหาที่
ทำวิจัยไว้แล้วเป็นการพิสูจน์ความแท้จริงของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาใช้   และ
การตีความข้อมูล  ( Interpretation ) นั้นคือกระบวนการวิจัย  ( The  research 
 process ) เพื่อเรียนรู้อะไร  เพื่ออธิบาย  ( Explanation ) สิ่งที่ได้มาคืออะไร
  และขยายความตามเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น  เพื่อสรุปเป็นผลการศึกษา
วิจัย
         การวิเคราะห์ข้อมูลตามมุมคิดของรัตนะ  บัวสนธ์ ( 2552 : 135-144 ) กล่าวไว้ทำนองว่า...คำถามแรกสุดที่นักวิจัยต้องตอบให้ได้คือข้อมูลเป็นแบบใด..?  มี 2 อย่างคือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ  ( Qualitative  data ) และข้อมูลเชิงปริมาณ  ( Quantitative  data )
         ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับมนุษย์ที่ไม่สามารถอธิบายได้เฉพาะหน้าในขณะนั้น  เช่น  ความรู้สึกนึกคิด  ความเชื่อ  ประเพณี  วิถีการดำเนินชีวิต  ลัทธิการปฏิบัติตนของกลุ่มคน  มีความหมายแฝงอยู่  ต้องรู้จักจึงอธิบายความเร้นลับนี้ได้
         ข้อมูลเชิงปริมาณ  เป็นข้อมูลตรง  นับเป็นจำนวนได้  เช่น  จำนวนประชากรในหมู่บ้านนี้  อายุของกลุ่มชนนี้  เป็นต้น
        การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ  อาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมหรือปรากฏการณ์อื่น ๆ   เป็นการมุ่งอธิบายถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ ( ตัวแปร ) มีเงื่อนไขว่า...
1 . การวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มทำไปพร้อม ๆ กับการเก็บข้อมูล 
2 . ต้องมีข้อมูลจากมุมมองของคนใน
3 . ต้องอาศัยสมมุติฐานชั่วคราว
4 . ผู้วิจัยต้องเป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง
เงื่อนไขแรก  ต้องยำข้อมูลค้นหาประเด็นที่ทำการวิจัยเป็นการมาวิเคราะห์  ตีความและสรุปไว้ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกจนได้ความแน่ชัดในข้อมูลที่ได้มา
เงื่อนไขที่สอง  เป็นข้อมูลมุมคิดของคนใน  ( คิดอย่างคนในกลุ่มนั้นคิด ) ข้อพึงระวัง  การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพต้องไม่มีมุมมองจากคนนอก ( อย่าใส่ความคิดให้คนใน )
เงื่อนไขที่สาม  อย่าด่วนสรุปเพราะข้อมูลที่ได้ในเชิงคุณภาพแต่ละช่วงเวลามีเท้าเดินได้  จนแน่ใจแล้วบันทึกไว้เป็นข้อมูล 
เงื่อนไขท้ายสุด  ผู้รวบรวมข้อมูลหลักคือผู้วิจัยเองนั้นละที่ต้องวิเคราะห์เองสรุปเอง  เออเอง
        ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล
1 . การตรวจสอบข้อมูล  สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ  ใช้การตรวจสอบแบบสามเส้า คือ
1 ) ด้านข้อมูล  เพื่อดูความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
2 . ด้านผู้วิจัย  เพื่อดูความเป็นกลางไม่ลำเอียง  ดูจากนักวิจัยอื่น ๆ ที่ทำร่วมกันตรวจสอบข้อมูล
3 . ด้านทฤษฎี  เพื่อยืนยันว่าแนวคิดทฤษฎีใดถูกต้องบ้าง
        สำหรับการวิจัยทางไทยคดีศึกษานั้นเน้นไปเชิงคุณภาพและไม่นิยมใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ  ตามมุมคิดของณรงค์  โพธิ์พฤกษานันท์ ( 2551 : 223-224 ) ได้กล่าวถึงการวิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่ใช้สถิติ ทำนองนี้ ดังนี้
1 . การวิเคราะห์เอกสาร  ( Documentary  Analysis ) ใช้ในการวิจัยเอกสารและวิเคราะห์เกี่ยวกับเนื้อหา  ( content ) ในเอกสาร
2 . การวิเคราะห์โดยสังเกต  โดยสังเกตพฤติกรรม / เหตุการณ์ที่อยู่ในสังคมแล้วผู้วิจัยแปลความหมายเอง  สรุปความเอง วิเคราะห์เอง
        การวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพทางด้านสังคมศาสตร์นั้นต้องมีการเชื่อมโยงความรู้อื่น ๆ ดังนี้
1 . ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์
2 . ความรู้ด้านชุมชน  สังคม  วัฒนธรรม
3 . ความรู้ทางปรัชญาและศาสนาเพื่ออธิบายสรุปนามธรรมจากข้อมูลที่ปรากฏในรูปธรรมได้ด้วย
อ้างอิง
http://guru.sanook.com/encyclopedia     เข้าถึงเมื่อ 25 ฟฤศจิการยน 2555
http://crc.ac.th/online/75106/20091117092414.doc    เข้าถึงเมื่อ 25 ฟฤศจิการยน 2555
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/492737     เข้าถึงเมื่อ 25 ฟฤศจิการยน 2555